พี่ครับ ตอนนี้ผมทำ XXX ต้องเสียภาษีในไทยไหม

ลองแทนคำว่า XXX ด้วยรายได้ที่ได้รับจากต่างประเทศดูครับ

รายได้จากต่างประเทศ เสียภาษีอย่างไร ? หรือ มีเงินได้จากต่างประเทศ ต้องเสียภาษีในไทยหรือเปล่า ผมคิดว่าก่อนที่เราจะตอบคำถามนี้ เราควรเริ่มจากการทำความเข้าใจหลักการจัดเก็บภาษีของรัฐกันก่อนครับ

หลักการจัดเก็บภาษีของรัฐ

โดยทั่วไปแล้วหลักการจัดเก็บภาษีเงินได้ที่รัฐหรือรัฐบาลของแต่ละประเทศใช้นั้น จะขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ที่ประชาชนมีต่อรัฐตามกฎหมายในประเทศนั้น ๆ ซึ่งความสัมพันธ์ที่ถูกใช้ในการเก็บภาษีนั้น มักจะพิจารณาจาก 3 หลักการต่อไปนี้ครับ

  1. หลักแหล่งเงินได้ (Source Rule)
    หมายถึง ถ้าหากเรามีเงินได้หรือรายได้ในประเทศไหน เราย่อมมีหน้าที่เสียภาษีให้กับประเทศนั้น
  2. หลักถิ่นที่อยู่ (Residence Rule)
    หมายถึง ถ้าหากเราเป็นผู้ที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศนั้น เราย่อมมีหน้าที่เสียภาษีให้กับประเทศนั้น
  3. หลักสัญชาติ (Nationality Rule) หรือบางทีเรียกว่า หลักพลเมือง (Citizenship rule)
    หมายถึง ถ้าหากเรามีสัญชาติของประเทศนั้น ๆ เราย่อมมีหน้าที่เสียภาษีให้กับประเทศนั้น

หลักการจัดเก็บภาษีของประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย จะใช้ หลักแหล่งเงินได้ และ หลักถิ่นที่อยู่ โดยระบุไว้ในมาตรา 41 แห่งประมวลรัษฏากร ดังนี้ครับ

มาตรา 41  ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งาน หรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

ผู้อยู่ในประเทศไทยมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้เมื่อนำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีปีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย

มีรายได้จากต่างประเทศ เสียภาษีอย่างไร
ข้อกฎหมายกำลังบอกอะไรเราบ้าง?

โดยสิ่งที่ข้อกฎหมายที่ระบุไว้นั้น หากเรานำมาสรุปให้เข้าใจง่ายขึ้น โดยอ้างอิงจากที่มาของเงินได้แล้ว จะสรุปได้ว่าหลักการของกฎหมายกำลังบอกเราว่า

รายได้ที่เกิดขึ้นจากประเทศไทย
ย่อมต้องเสียภาษีให้ประเทศไทย

คำว่า รายได้ที่เกิดขึ้นจากประเทศไทย ถ้าพิจารณาตามหลัก แหล่งเงินได้ และข้อกฎหมายที่ระบุไว้ จะหมายความถึง เงินได้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยโดยมีที่มาจากรายการต่อไปนี้ครับ

  • หน้าที่งานที่ทำในประเทศไทย
  • กิจการที่ทำในประเทศไทย
  • กิจการของนายจ้างในประเทศไทย
  • ทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย (ดอกเบี้ย, เงินปันผล, ค่าเช่า ฯลฯ)

ดังนั้น ถ้าหากเรามี เงินได้ หรือ รายได้ เกิดขึ้นตามรายการที่ว่ามานี้ เราย่อมมีหน้าที่นำเงินได้นั้นมาคำนวณเพื่อเสียภาษีในประเทศไทยทันที โดยไม่ต้องสนใจว่าการจ่ายเงินนี้จะเกิดขึ้นที่ไหน ผู้รับจะเป็นคนชาติอะไร และ ตัวของผู้รับจะอยู่ไหนก็ตาม เพราะมันมาจากหลักการของการมีแหล่งเงินได้ในประเทศไทยนั่นเองครับ

รายได้ที่เกิดขึ้นนอกประเทศไทย
อาจต้องเสียภาษีให้ประเทศไทย

ในทางกลับกัน หากรายได้นั้นไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทย หลักการจัดเก็บภาษีแบบ ถิ่นที่อยู่ ก็จะถูกนำมาใช้พิจารณาแทน โดยกฎหมายก็บอกไว้เช่นกันว่า ถ้าหากเรามีเงินได้จากต่างประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นจากรายการต่อไปนี้  ได้แก่

  • หน้าที่งานที่ทำในต่างประเทศ
  • กิจการที่ทำในต่างประเทศ
  • ทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ

ซึ่งเจ้ารายได้ที่ว่ามานี้ ตัวของผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีเงินได้ให้ประเทศไทย เมื่อเข้าองค์ประกอบทั้ง 2 ข้อ ที่กฎหมายกำหนดไว้ นั่นคือ

  1. เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยในปีภาษีนั้น (นับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงธันวาคม) รวมทั้งหมดถึง 180 วัน
  2. นำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีนั้น

ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2564 นายบักหนอมมีเงินได้จากการทำงานในต่างประเทศ แต่ตัวอยู่ในประเทศไทย สิ่งที่นายบักหนอมจะต้องนำมาพิจารณาเพื่อเสียภาษีก็คือ

  1. ในระหว่างปี 2564 ตั้งแต่เดือนมกราคม – ธันวาคม นายบักหนอมอยู่ในประเทศรวมกันถึง 180 วันหรือไม่?
  2. เงินได้จากการทำงานในต่างประเทศที่เกิดขึ้นในปี 2564 นายบักหนอมได้นำเงินเข้ามาในประเทศไทยในปีนั้นหรือไม่?

ถ้าหากนายบักหนอม ไม่ได้อยูในประเทศไทยในปี 2564 รวมกันถึง 180 วัน นายบักหนอมก็ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีในประเทศไทย (เพราะถือว่าไม่ใช่ผู้อยู่ในประเทศไทยตามกฎหมาย) หรือ ถ้าหากนายบักหนอมนำเงินได้เข้ามาในปี 2565 (ปีถัดไป) นายบักหนอมก็ไม่ต้องเสียภาษีให้ประเทศไทยเช่นเดียวกัน เพราะไม่ได้นำเงินได้เข้ามาในประเทศไทยในปีที่มีเงินได้

แต่นายบักหนอมจะต้องเสียภาษีก็ต่อเมื่อ ในปีนั้นอยู่ไทยรวมกันถึง 180 วัน และ นำเงินได้ที่เกิดขึ้นเข้ามาในประเทศไทย เมื่อครบองค์ประกอบทั้ง 2 ข้อนี้ ถึงจะเกิดการจัดเก็บภาษีในประเทศไทยได้ครับ

มีรายได้จากต่างประเทศ เสียภาษีอย่างไร ?

เงินได้ดังต่อไปนี้
ถือว่าเกิดขึ้นในไทยหรือต่างประเทศ

เพื่อความเข้าใจเรื่องของหลักการจัดเก็บภาษี ผมขอยกตัวอย่างของการพิจารณาความหมายของเงินได้ในประเทศไทยหรือเงินได้จากต่างประเทศในกรณี ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มาเล่าให้ฟัง เพื่อความชัดเจนในการตีความที่มากขึ้นครับ

ตัวอย่างที่ 1 : นายบักหนอม ได้รับเงินเดือนจากนายจ้างในประเทศไทย แต่นายบักหนอมอาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ต้องเสียภาษีในประเทศไทยหรือไม่ ?

คำตอบ : ถือว่าเป็นเงินได้จากประเทศไทย เนื่องจากเป็นเงินได้ของกิจการของนายจ้างในประเทศไทย

ตัวอย่างที่ 2 : นายบักหนอมได้รับเงินเดือนจากนายจ้างในต่างประเทศ ให้มาทำงานที่บริษัทในเครือที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย โดยบริษัทในเครือที่ประเทศไทยก็มีการจ่ายเงินได้ให้อีกส่วนหนึ่ง แบบนี้นายบักหนอมต้องเสียภาษีในประเทศไทยบางส่วน ใช่หรือไม่ ?

คำตอบ : ถือว่าเป็นเงินได้จากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทย จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศก็ตาม โดยเสียจากเงินได้ทั้งหมดที่ได้รับจากในและต่างประเทศ

ตัวอย่างที่ 3 : นายบักหนอมได้รับเงินเดือนจากนายจ้างในต่างประเทศ ให้มาทำภารกิจประเทศไทย (ไม่ใช่บริษัทในเครือ ไม่ขึ้นตรงกับใคร) โดยนายบักหนอมอยู่ในประเทศไทยไม่ถึง 180 วันในปีนั้น แต่มีการนำเงินได้เข้ามาในประเทศไทย ต้องเสียภาษีในประเทศไทยหรือไม่ ?

คำตอบ : ถือว่าเป็นเงินได้จากต่างประเทศ แต่ไม่ต้องเสียภาษีในประเทศไทยตามหลักถิ่นที่อยู่ เนื่องจากเป็นเงินได้ของกิจการของนายจ้างในต่างประเทศ แต่นายบักหนอมอยู่ไทยไม่ถึง 180 วัน แม้ว่าจะนำเงินเข้ามาก็ตาม แต่ก็ไม่มีหน้าที่เสียภาษีในประเทศไทย

ตัวอย่างที่ 4 : นายบักหนอมอาศัยอยู่ในประเทศไทย ทำงานเป็นยูทูปเบอร์เปิดช่อง TAXBugnoms มีรายได้จากส่วนแบ่งค่าโฆษณาที่ได้รับจาก Google ที่โอนเข้าบัญชีมาทุกเดือน แบบนี้ต้องเสียภาษีในประเทศไทยหรือไม่ ?

คำตอบ : ถือว่าเป็นเงินได้จากต่างประเทศที่ต้องเสียภาษีในประเทศไทย เนื่องจากนายบักหนอมอาศัยอยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันในแต่ละปี และมีการนำเงินได้ที่เกิดขึ้นในปีนั้นเข้ามาในประเทศไทย

อย่างไรก็ดี มีหลายความเห็นมองเพิ่มเติมว่า รายได้ที่เกิดขึ้นจากการทำยูทูปนั้น ถือเป็นเงินได้ในประเทศไทย โดยเข้านิยามของกิจการที่ทำในประเทศไทย ซึ่งแบบนี้ก็ต้องเสียภาษีเงินได้อยู่ดีครับ (ซึ่งตรงนี้ผมยังไม่เห็นแนวทางกฎหมายแน่ชัดในการตีความนะครับ เพียงแต่เอามาเล่าสู่กันฟังครับ)

ถ้าให้สรุปง่าย ๆ สั้น ๆ ที่สุด ผมอยากให้มองว่า เราจะใช้หลักแหล่งเงินได้ในการเก็บภาษี เมื่อมีรายได้ที่เกิดในไทย จึงทำให้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีในประเทศไทย ส่วนเราจะใช้หลักถิ่นที่อยู่กับรายได้ที่ไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทย และต้องเข้าองค์ประกอบย่อยอีก 2 ข้อที่ว่ามา ถึงจะมีหน้าที่เสียภาษีในประเทศไทยนั่นเองครับ 

เอ๊ะ ถ้าหากมองกลับกัน บางทีแล้วการมีเงินได้จากต่างประเทศ เราเองต้องเสียภาษีในประเทศที่มีเงินได้ (ตามหลักการของแหล่งเงินได้) แต่พอเอาเงินเข้ามาในประเทศไทยก็ต้องเสียในกรณีถิ่นที่อยู่อีกทีหนึ่ง แบบนี้มันก็ไม่แฟร์กันนี่หว่า 

ดังนั้นจึงเป็นที่มาของกฎหมายที่เรียกว่า อนุสัญญาภาษีซ้อน นั่นเองครับ

อนุสัญญาภาษีซ้อน คืออะไร

อนุสัญญาภาษีซ้อน เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ 2 ประเทศที่เจรจากันเพื่อขจัดการเก็บภาษีเงินได้ซ้ำซ้อนที่อาจเกิดขึ้นระหว่างประเทศ รวมถึงอาจจะมีการกำหนดความร่วมมือด้านภาษีระหว่างกันด้วย ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยได้ทำข้อตกลงกับทางประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกถึง 61 ประเทศ

โดยหลักการในการเก็บภาษีตามอนุสัญญาภาษีซ้อนจะมีหลักการตามแต่ละข้อตกลงของแต่ละประเทศแตกต่างกันไป แต่อย่างไรก็ดี สามารถสรุปหลักการเบื้องต้นได้ดังนี้ครับ

  • ยกเว้นภาษี โดยให้รัฐที่เก็บตามหลักถิ่นที่อยู่ยกเว้นภาษีให้เลย โดยที่ไม่ต้องนำเงินได้ส่วนนี้มาคำนวณภาษีอีก (จัดเก็บในรัฐที่ใช้หลักแหล่งเงินได้)
  • บรรเทาภาระภาษี โดยรัฐที่เก็บตามหลักของถิ่นที่อยู่อนุญาตให้นำภาษีที่เสียในรัฐที่เก็บตามหลักแหล่งเงินได้มาใช้เป็นเครดิตภาษีเพื่อหักออกจากภาษีที่คำนวณได้ (คิดภาษีแต่ให้เอามาหักออกจากภาษีที่ต้องเสียได้)

โดยปกติแล้ว อนุสัญญาจะไม่กำหนดอัตราภาษีไว้ทั้งหมด แต่จะบอกแค่ว่ากรณีนี้ รัฐที่เก็บตามแหล่งเงินได้หรือรัฐถิ่นที่อยู่จะได้รับสิทธิในการเก็บภาษี ถ้ารัฐใดได้รับสิทธิแล้วก็ยึดตามหลักการกฎหมายขอรัฐนั้นๆ แต่ในบางครั้งถ้ามีอนุสัญญามีการกำหนดเพดานภาษีไว้ รัฐที่ได้สิทธิในการจัดเก็บภาษีก็จะเก็บภาษีได้ไม่เกินเพดานอัตราภาษีที่อนุสัญญากำหนดไว้ครับ

ดังนั้น ถ้าหากรายได้ของเราต้องเสียภาษีในประเทศที่จัดเก็บตามหลักของแหล่งเงินได้แล้ว (เช่น เงินได้จากต่างประเทศ) เราต้องมาพิจารณาต่อว่าในประเทศที่เป็นถิ่นที่อยู่นั้น (เช่น ประเทศไทย) ยังมีการจัดเก็บภาษีได้ตามกฎหมายหรือไม่ และมีอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศที่ช่วยบรรเทาภาระภาษีในเรื่องนี้หรือไม่ครับ

ยกตัวอย่าง กรณีครีเอเตอร์ที่มีเงินได้จากการขายสติกเกอร์ไลน์ ต้องเสียภาษีที่ประเทศญี่ปุ่น (รัฐแหล่งเงินได้) เมื่อเสียเรียบร้อยแล้วก็มาพิจารณาว่าอนุสัญญาภาษีซ้อนระบุให้ประเทศไทยสามารถเก็บภาษีได้หรือไม่ ซึ่งจากอนุสัญญาภาษีไทย-ญี่ปุ่น กำหนดว่ากรณีลักษณะของค่าสิทธิ์อาจสามารถเก็บในรัฐที่มีแหล่งเงินได้ (ข้อ 12.2) ก็แปลว่าไม่ต้องเสียภาษีที่ประเทศไทยอีกทีแล้วครับ

ข้อ 12

1. ค่าสิทธิที่เกิดขึ้นในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งและจ่ายให้แก่ผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งอาจเก็บภาษีได้ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งนั้น
 
2. อย่างไรก็ตาม ค่าสิทธิเช่นว่านั้นอาจเก็บภาษีได้ในรัฐผู้ทำสัญญาซึ่งค่าสิทธินั้นเกิดขึ้นและตามกฎหมายของรัฐผู้ทำสัญญารัฐนั้น แต่ถ้าผู้รับเป็นเจ้าของผู้รับประโยชน์จากค่าสิทธิภาษีเรียกเก็บจะต้องไม่เกินร้อยละ 15 ของจำนวนค่าสิทธิทั้งสิ้น
 
3. คำว่า "ค่าสิทธิ" ที่ใช้ในข้อนี้ หมายถึงการจ่ายไม่ว่าชนิดใดๆ ที่ได้รับเป็นค่าตอบแทนเพื่อการใช้หรือสิทธิในการใช้ลิขสิทธิ์ในงานวรรณกรรม ศิลปหรืองานวิทยาศาสตร์ใดๆ รวมทั้งฟิล์มภาพยนตร์และฟิล์มหรือเทปที่ใช้สำหรับการกระจายเสียงทางวิทยุหรือทางโทรทัศน์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า แบบหรือหุ่นจำลอง แผนผัง สูตร หรือกรรมวิธีลับใดๆ หรือเพื่อข้อสนเทศที่เกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือทางวิทยาศาสตร์

แต่สำหรับประเทศที่ไม่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับไทย ก็แปลว่า เรามีโอกาสเสียภาษีทั้งสองฝั่ง ในกรณีที่มีรายได้จากต่างประเทศอย่างที่ว่ามาครับ ซึ่งก็ต้องกลับมาพิจารณาต่อว่า เรามีการอยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันในปีนั้น และมีการนำเงินได้เข้ามาหรือเปล่านั่นเองครับ

บทสรุป

สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการเสียภาษีของเงินได้ที่ได้รับจากต่างประเทศนั้น ผมมองว่ามันคือเรื่องของการทำความเข้าใจเรื่องวิธีการจัดเก็บภาษี ซึ่งถ้าหากพบว่าต้องเสียแล้ว เราจึงมาคำนวณภาษีที่เกิดขึ้น และพิจารณาต่อว่ามีข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการลดภาระภาษีให้กับเราหรือเปล่านั่นเองครับ

และนั่นจะทำให้เราวางแผนภาษีได้อย่างถูกต้อง
ไม่ว่าเราจะมีเงินได้จากไหนก็ตามครับ

TAXBugnoms

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Allow