อะไรนะ ผ้าอนามัยจะต้องเสียภาษีเพิ่ม

อ่า.. ไม่น่าใช่มั้งครับผม

เรื่องของภาษีผ้าอนามัยมักเป็นคำถามที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งความสงสัยในเรื่องของการขึ้นอัตราภาษี การเข้ามาของผ้าอนามัยแบบสอด จนส่งผลไปถึงการถกเถียงต่อในมุมของการที่ผ้าอนามัยกลายเป็นต้นทุนที่ผู้หญิงต้องรับภาระ

ผมจึงอยากชวนมาสรุปประเด็น 7 ข้อสั้น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผ้าอนามัยและภาษีที่เราทุกคนควรรู้กันครับ

ข้อแรก ผ้าอนามัย ถือเป็น เครื่องสำอางตามกฎหมาย

ผ้าอนามัยถูกจัดเป็นเครื่องสำอาง พ.ร.บ. เครื่องสำอางปี 2558 โดยนิยามของเครื่องสำอางตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ หมายความถึงวัตถุดังต่อไปนี้ครับ

  1. วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ทา ถู นวด โรย พ่น หยอด ใส่ อบ หรือกระทำด้วยวิธีอื่นใดกับส่วนภายนอกของร่างกายมนุษย์ และให้หมายความรวมถึงการใช้กับฟันและเยื่อบุในช่องปาก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความสะอาด ความสวยงาม หรือเปลี่ยนแปลงลักษณะที่ปรากฏ หรือระงับกลิ่นกาย หรือปกป้องดูแลส่วนต่าง ๆ นั้น ให้อยู่ในสภาพดี และรวมตลอดทั้งเครื่องประทิ่นต่าง ๆ สำหรับผิวด้วย แต่ไม่รวมถึงเครื่องประดับและเครื่องแต่งตัวซึ่งเป็นอุปกรณ์ภายนอกร่างกาย
  2. วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอางโดยเฉพาะ
  3. วัตถุอื่นที่กำหนดโดยกฎกระทรวงให้เป็นเครื่องสำอาง

ข้อสอง ผ้าอนามัยแบบสอด ต้องถูกกำหนดเป็นเครื่องสำอาง

ในปี 2561 ที่ผ่านมา ทางคณะรัฐมนตรีเคยมีมติระบุเพิ่มเติมให้ “ผ้าอนามัยแบบสอด” ถูกกำหนดให้เป็นเครื่องสำอาง เนื่องจากต้องมีการกำหนดเพิ่มเติม เพราะนิยามในข้อ 1 นั้นยังไม่ควบคุม จึงต้องใช้อำนาจตามข้อ 3 เพื่อกำหนดให้ผ้าอนามัยแบบสอดถือเป็นเครื่องสำอางตามกฎหมายฉบับนี้

โดยราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ ประกาศกฎกระทรวงกำหนดวัตถุอื่นเป็นเครื่องสำอาง พ.ศ. 2564 เพิ่มเติมตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวในวันที่ 19 กรกฎาคม 2564

ผ้าอนามัยแบบสอด ถือเป็นเครื่องสำอาง โดยไม่มีความเกี่ยวข้องกับภาษีผ้าอนามัย

ซึ่งเหตุผลที่ต้องให้ผ้าอนามัยแบบสอดเป็นเครื่องสำอางเพิ่มเติมตามข้อ 3 นั้น เพราะนิยามเครื่องสำอางตามข้อ 1 ระบุไว้ว่า ใช้ภายนอกร่างกายมนุษย์ แต่ผ้าอนามัยแบบสอดใช้ภายใน (เข้าไปในช่องคลอดเพื่อซับประจำเดือน-ตามนิยามของกฎหมาย) จึงต้องมีการออกกฎหมายเพิ่มเติมให้ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้

ข้อสาม ประเด็นเรื่องภาษีสรรพสามิตกับผ้าอนามัย

ถ้าหากเราไปดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ พ.ร.บ. สรรพสามิต จะเห็นข้อกำหนดสินค้าฟุ่มเฟือยไว้ว่ามี สินค้าผลิตภัณฑ์เครื่องหอมและเครื่องสำอาง ซึ่งปัจจุบันมีแค่การเก็บภาษีสรรพสามิตในส่วนของผลิตภัณฑ์น้ำหอม หัวน้ำหอม แต่ไม่มีการเก็บพิกัดภาษีผ้าอนามัย ในส่วนนี้ครับ

ภาษีสรรพสามิตกับผ้าอนามัย

ดังนั้นในส่วนของภาษีสรรพสามิต เราจึงสามารถสรุปได้ว่า ผ้าอนามัยไม่ใช่สินค้าที่ต้องเสียภาษีตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ครับ

ข้อสี่ ประเด็นเรื่องภาษีศุลกากรกับผ้าอนามัย

ในส่วนของภาษีศุลกากร (ภาษีนำเข้า) ซึ่งอาจจะจัดเก็บได้ในกรณีที่มีการนำเข้าผ้าอนามัย (ทั้งแบบปกติและแบบสอด) จากต่างประเทศ นั้นกำหนดไว้ว่าต้องเสียภาษีสูงสุดในอัตรา 40% ซึ่งอัตรานี้เป็นอัตราสูงสุดเรื่องของการนำเข้าเท่านั้น แต่ไม่ได้เกี่ยวกับการบริโภคในประเทศ

อย่างไรก็ดี การจัดเก็บภาษีในส่วนนี้ก็มีการลดอัตราภาษีสูงสุดเหลือ 10% รวมถึงมีการยกเว้นอากรขาเข้าให้ในกรณีที่เป็นประเทศในกลุ่มอาเซียนและญี่ปุ่น (พิกัด 96.19) ดังรูปด้านล่างนี้ครับ

ภาษีศุลกากรกับผ้าอนามัย ในอัตราสูงสุดคือ 40%
ภาษีศุลกากรกับผ้าอนามัย ในอัตราที่ปรับลดเหลือ 10% และการยกเว้นภาษี

ข้อห้า ผ้าอนามัยถือเป็นสินค้าควบคุมราคา

นอกจากนั้น ทางภาครัฐยังมีการควบคุมราคาผ้าอนามัย ตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 18 พ.ศ. 2563 ด้วย อยู่ในหมวด สินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งแปลว่าเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ ไม่สามารถขายเกินราคาได้ (ข้อ 31) ซึ่งประกาศฉบับนี้จะมีการต่ออายุปีต่อปีอีกด้วยครับ ซึ่งโดยปกติจะมีการต่ออายุมาโดยตลอด (ณ วันที่เขียนบทความนี้ยังไม่เห็นฉบับต่ออายุของปี 2564)

ข้อหก ผ้าอนามัยถือเป็นสินค้าควบคุมราคา

สำหรับเรื่องของ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ถือว่าผ้าอนามัยเป็นสินค้าที่ไม่ได้รับสิทธิ์ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยจะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% เหมือนกับสินค้าหรือบริการที่มีการบริโภคในประเทศตามปกติครับ

สำหรับใครที่สนใจศึกษาเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถดูได้ที่คลิปด้านล่างนี้ครับ

ข้อเจ็ด ผ้าอนามัยกับประเด็นที่เราควรตั้งคำถามกับรัฐ

ทีนี้ประเด็นสำคัญที่ควรใส่ใจในมุมมองส่วนตัวของผมนั้น อาจจะย้อนกลับมาที่การตั้งคำถามนอกจากเรื่องของภาษีว่า ทำไมต้นทุนค่าใช้จ่ายผ้าอนามัย (ไม่ว่าจะแบบไหนก็ตาม) ถึงถูกผลักเป็นต้นทุนให้ผู้หญิงต้องรับผิดชอบมาโดยตลอด

ซึ่งจากคำถามนี้จะทำให้เราสามารถตั้งคำถามต่อไปว่า ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ภาครัฐมีวิธีสนับสนุนได้อย่างไรบ้าง หรือมีหนทางมากกว่านี้ไหม เพื่อให้ภาระส่วนนี้ลดน้อยลงหรือไม่มีเลย และสร้างความเท่าเทียมในส่วนนี้ได้เพิ่มขึ้นบ้าง ?

ยกตัวอย่างเช่น นโยบายยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผ้าอนามัย หรือ แนวทางอื่น ๆ เช่น สนับสนุนให้ฟรีกับประชาชน จากตัวอย่างที่ยกมาไม่ได้บอกว่าควรทำหรือไม่ แต่เป็นเพียงตัวอย่างให้ดูว่ารัฐมีทางช่วยได้หลากหลายวิธี ซึ่งต้องพิจารณาความเหมาะสมในเรื่องนี้อีกทีหนึ่งครับ

สรุป

จากประเด็นทั้งหมด ผมได้สรุปลงเป็นคลิปใน Tiktok @TAXBugnoms เพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ ในรูปแบบสั้น ๆ อีกครึ่งหนึ่งครับ ซึ่งสรุปทั้งหมดได้ดังนี้
  1. ผ้าอนามัยถูกจัดประเภทเป็นเครื่องสำอางมานานแล้ว
  2. เครื่องสำอางถูกจัดในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยของกรมสรรพสามิต
  3. ถ้านำเข้าจากต่างประเทศ (ในกรณีที่ไม่ได้รับยกเว้น) จะเสียอากรขาเข้าสูงสุด 10%
  4. มีการกำหนดให้ผ้าอนามัยเป็นสินค้าควบคุมราคา เนื่องจากมีความจำเป็นต่อการบริโภค
  5. สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม ผ้าอนามัยถือเป็นสินค้าที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องเสียในอัตรา 7% ของราคาสินค้า

สุดท้ายนี้ ผมมองว่าสิ่งที่สังคมถกเถียงกันจริง ๆ นั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องของภาษีผ้าอนามัย

แต่เป็นคำถามถึงความเท่าเทียมในสังคมต่างหาก

TAXBugnoms

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Allow